วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2559

ประวัติความเป็นมาของชาวไตลื้อบ้านถิ่น

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ประวัติความเป็นมาของชาวไตลื้อบ้านถิ่น ราษฎรชาวไตลื้อบ้านถิ่น ดั้งเดิมนั้นสันนิษฐานว่าได้อพยพมาจากเมืองยอง (ลื้อเขิน) ในแคว้นสิบสองปันนาอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ปัจจุบัน บ้านถิ่นเป็นบ้านของคนไตลื้อที่มีอัตลักษณ์ของตนเอง ได้แก่ ภาษาไตลื้อ มีศิลปะการแต่งกาย มีลีลาการฟ้อนรำ มีฝีมือทางด้านหัตถกรรมทอผ้าและการประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ที่สวยงาม จากตำนานคนยองเมืองหละปูนของ แสวง มาละแชม กล่าวถึงการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวยองในภาคเหนือของไทยว่า อยู่ในช่วงสมัยที่กษัตริย์ในราชวงศ์มังรายอ่อนแอ บ้านเมืองแตกแยก วุ่นวายอย่างหนัก พม่าได้เข้ามามีอำนาจในแผ่นดินล้านนา ได้ตั้งเจ้าเมืองขึ้นมาปกครองเมืองใหญ่ เช่นเมืองเชียงใหม่ เชียงแสน เมืองแพร่และเมืองน่าน พม่าได้กวาดต้อนผู้คนจากเชียงใหม่ ลำพูน ไปอังวะ ทำให้ผู้คนแถบลำพูนเบาบางลง พม่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับเมืองลำพูน โดยไม่ตั้งเจ้าเมืองมาปกครอง จึงเกิดมีผู้นำท้องถิ่นชาวลำพูนได้ฉวยโอกาสและหาจังหวะก่อความไม่สงบ แข็งข้อต่อพม่าอยู่หลายครั้งจนฝ่ายพม่าเริ่มเสื่อมอำนาจลง พระเจ้ากาวิละ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ สมัยเป็นพญากาวิละ ผู้นำท้องถิ่นคนหนึ่งของลำพูน ได้รวบรวมผู้คนจากหัวเมืองต่างๆ ทางตอนบนถึง ๑๑ ครั้ง มาอยู่ในเมืองลำพูน เพื่อต่อสู้กับพม่าผู้รุกรานที่ยึดครองเมืองเชียงใหม่อยู่ จนสามารถขับไล่พม่าไปได้สำเร็จ แล้วนำไพร่พลไปอยู่เมืองเชียงใหม่ ทำให้ลำพูนมีผู้คนน้อยลงมาก พระเจ้ากาวิละมีความต้องการให้เมืองเชียงใหม่มีความมั่นคงยิ่งขึ้น จึงเริ่มมีความพยายามกวาดต้อนผู้คนมาตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๓๒๕ ต้องการรวบรวมกำลังคนให้เป็นปึกแผ่น หรือที่เรียกว่า ยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง จึงได้เกิดสงครามการกวาดต้อนผู้คนจากเมืองอื่น ทางตอนเหนือมาอยู่ลำพูน ซึ่งรวมถึงเมืองยองหลายบ้านหลายเมือง ในแคว้นสิบสองปันนาด้วยการย้ายถิ่นฐานการอพยพและการถูกกวาดต้อนที่เกิดขึ้นกับผู้คนจากเมืองยองเป็นจำนวนมากมีจำนวนเป็นหมื่นและบ่อยครั้งในสมัยนั้น ได้พบอุปสรรคในการเดินทางหลายอย่าง ต้องเดินทางผ่านป่าเขาและแม่น้ำตลอดจนโรคภัยไข้เจ็บ การเดินทางเป็นไปโดยความลำบากและต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางยาวนานจึงสันนิษฐานได้ว่า อาจมีการแอบลักลอบหนีในระหว่างการเดินทาง จนเป็นสาเหตุให้คนยองบางส่วนได้หยุดตั้งถิ่นฐานอยู่ตามเส้นทางการอพยพ ซึ่งบ้านถิ่นถือว่าเป็นสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ชาวยองแอบหนีการกวาดต้อนมาหยุดตั้งถิ่นฐานแห่งนี้ จากประวัติวัดทั่วประเทศบันทึกไว้ว่า วัดถิ่นในตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๓๓๒ จากเดิมที่มีไม่กี่ครอบครัว ก็เริ่มขยายออกเป็นจำนวนครัวเรือนที่มากขึ้นตามลำดับ กลายเป็นหมู่บ้านหลายหมู่บ้านขึ้นมา พร้อมทั้งเรียกตัวเองว่า เป็นคนบ้านถิ่น ตามสถานที่ที่เคยอยู่ที่เมืองยองแคว้นสิบสองปันนา ซึ่งสอดคล้องกับคำบอกเล่าของพ่อกำนันแก้ว ธรรมสรางกูร ว่า ชาวไตลื้อบ้านถิ่น เดิมเป็นชาวลื้อเมืองยองแคว้นสิบสองปันนา เขตเชียงตุง (สมัยนั้นเชียงตุงอยู่ในเขตแคว้นสิบสองปันนา) เมืองยองอยู่ทางทิศตะวันออกของเชียงตุง สำหรับสาเหตุการอพยพ จำนวนผู้อพยพและอพยพมาในปี พ.ศ.ใดนั้นไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าคนสมัยก่อนนั้นอาจเกิดสงคราม มีการกวาดต้อนเชลยศึกมาเป็นข้ารับใช้ในบ้านเมืองของตนเองจากคำบอกเล่าของพ่อแก้วที่อ้างถึงการเล่าขานต่อกันมาจากพ่อกำนันตาล ธุรกิจ พ่อผู้ใหญ่จันดี ถิ่นสอน และพ่ออาจารย์มี ธุรกิจ เล่าให้ฟังว่า คราวที่ถูกเกณฑ์ไปรบเชียงตุงในสงครามอินโดจีน ได้ไปพักอาศัยอยู่ในเมืองยอง มีบ้านอยู่บ้านหนึ่งชื่อว่า บ้านถิน” (ไม่มีไม้เอก)บ้านถินนั้นเขามีขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ เหมือนกับบ้านถิ่น สมัยก่อนที่ผู้หญิ่งนุ่งซิ่นแหล้ (หัวซิ่นสีขาว) มีผ้าขาวโพกหัว ผู้ชายนุ่งผ้าต้อยบ้านเรือนที่อยู่อาศัยก็มี แป้นต้องเป็นเขตหวงห้ามของการถือผีบ้านผีเรือนในเรือนที่อยู่ของตน พ่ออาจารย์มี ธุรกิจ ได้ชักชวนชาวบ้านถิน ชื่อไอ้แปง ให้ติดตามกลับมาด้วย ไอ้แปงใช้ภาษาพูดของเขาเป็นแบบดั้งเดิม เช่น คนบ้านถิ่นเรียก วัวว่า โงแต่ไอ้แปงเรียกเพี้ยนว่า โง่จากคำบอกเล่าของ พ่ออาจารย์สะอาด ถิ่นทิพย์ ได้บันทึกไว้ว่า คนยองบ้านถิ่นได้อพยพมาจากเมืองลำพูน ป่าซาง(ลื้อเมืองยอง) ในสมัยที่เกิดมีข้าศึกรุกรานเมืองเชียงใหม่และลำพูนเป็นเมืองอยู่ในอาณาเขต เดียวกับเมืองเชียงใหม่จึงถูกรุกรานไปด้วยชนเผ่าลื้อยองเป็นชนที่รักความสงบ ไม่ชอบมีเรื่องราวยุ่งกับใคร จึงเกิดมีคนในเผ่าบางส่วนประมาณ ๓๐- ๕๐ คน ได้รวมกันอพยพหนีการรุกรานมาทางเมืองโกศัย (แพร่) มาพบสถานที่ ที่อุดมสมบูรณ์บริเวณบ้านถิ่นปัจจุบัน จึงตั้งรกรากประกอบอาชีพ ทำมาหากิน อยู่อย่างสงบจนมีประชากรเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ เมื่อมีคนหมู่มากเกิดขึ้น จึงเกิดมีปัญหาตามมามากมายหลายอย่าง ต้องมีหัวหน้าเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดเพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ชาวบ้านได้ขยายอาณาเขตการทำมาหากินและที่อยู่อาศัยกว้างขวางมากขึ้น จึงแยกการปกครองออกเป็นแคว่น ๆเช่น แคว่นบ้านเหล่าเหนือ แคว่นบ้านเหล่าใต้ แคว่นบ้านเหล่ากลาง แคว่นบ้านใน แต่ละแคว่นมีหัวหน้าคอยดูแลแคว่นของตนเองเรียกว่า หลักบ้าน”(ผู้ใหญ่)และถ้าแคว่นใด มีประชากรหนาแน่นก็ตั้งให้หัวหน้าแคว่นใหญ่ ซึ่งเลือกจากคนสูงอายุ และเป็นที่เคารพนับถือของทุกแคว่น เป็น ปู่แคว่น” (กำนัน) สมัยก่อน การเลือกกำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นประชาธิปไตย ชาวบ้านคัดเลือกกันเองไม่มีคนอาสา ไม่มีการสมัครกันล่วงหน้า ไม่มีใครอยากเป็นหลัก เป็นแคว่น เพราะเมื่อเป็นแล้ว มีคนรักเท่าผืนหนัง มีคนชังเท่าผืนเสื่อแรกเริ่มเดิมทีนั้น บ้านถิ่นมีเพียงหมู่บ้านเดียวคือทั้งหมดคือหมู่ที่ ๑ ต่อมามีประชากรมากขึ้น ก็เพิ่มขึ้นเป็นหลายหมู่บ้านเป็นหมู่ ๒ หมู่ ๓ หมู่ ๔ หมู่ ๕ หมู่ ๖ หมู่ ๗ และหมู่ ๘ ตามลำดับ (หมู่ ๔- ๖ -๑๐) เรียกว่าบ้านโป่งศรีเป็นไทล้านนา

อ้างอิง http://www.banthin.go.th/social.php

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น